บทที่ 2 เกลือจิ้มเกลือ

บทที่ 2

เกลือจิ้มเกลือ

กระทิงมองหน้าผู้เป็นพ่อแล้วแค่นหัวเราะออกมา ซึ่งเขาภาวนาให้พ่อโกรธจนหลุดปากไล่เขาออกจากโครงการในหัว

ทว่าท่าทางท้าทายของเขากลับยิ่งจุดอารมณ์โกรธของผู้เป็นพ่อให้สูงขึ้น จนกิตติกรต้องหาทางจบเรื่องนี้โดยไว เพราะไม่เช่นนั้น เขาเองนี่แหละที่จะเส้นเลือดในสมองแตกเสียก่อน

“ฉันส่งเสียแกเรียนจนจบ หมดเงินไปเท่าไหร่...”

“ผมไม่ได้ขอให้พ่อส่งนี่ครับ”

“ไอ้กระทิง!”

เสียงตวาดกร้าวอย่างเหลืออด แต่คนโดนดุกลับแค่ยักคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างท้าทาย

“นี่พ่อ... ถ้าจะเรียกผมมาจิกหัวเรียกแบบนี้ พูดทางโทรศัพท์ก็ได้ จะได้ไม่มีใครเห็นว่าเราสองพ่อลูกทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง” กระทิงแกล้งยั่วโมโหต่อ

“ไอ้ลูก... เลี้ยงเสียข้าวสุกจริง ๆ”

จะด่ารุนแรงกว่านี้ก็ลูกในไส้ กิตติกรจึงพยายามยั้งปากไว้

“เอ้า ก็ผมพูดตามความจริง”

กิตติกรตัดบทโดยการหยิบแฟ้มเอกสารบนโต๊ะ แล้วโยนลงตรงหน้าลูกชาย

ปึก!

กระทิงเหลือบมองแฟ้มตรงหน้า กิตติกรจึงเอ่ยขึ้น

“แบบแปลนและโครงการอาคารเรียนหลังใหม่”

“พ่อจะให้ผมดูทำไม”

กิตติกรจ้องหน้าลูกชายเขม็ง “เพราะฉันตัดสินใจแล้ว... ถ้าแกไม่ยอมออกแบบให้ ฉันก็จะให้มาดูงานและควบคุมสถานที่จริงที่นี่แทน หรือไม่เช่นนั้นแกก็มาเป็นอาจารย์พิเศษสอนที่นี่!"

กระทิงขมวดคิ้วมองหน้าผู้เป็นพ่อ  “พ่อจะเอาแบบนี้เลยเหรอครับ”

“เอ่อ ... ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป แกต้องเข้ามาประจำที่มหาลัย!"

“แบบนี้เขาเรียกว่าบังคับ ผมไม่สนุกด้วยหรอกนะ”

“ฉันทำเพื่อแกมามาก... รอบนี้แกก็ทำเพื่อฉันดูบ้างแล้วกัน!”

คำตอบบีบบังคับชัดถ้อยชัดคำ ทำเอากระทิงหลุดหัวเราะหึในลำคอ แล้วถามกลับเสียงเรียบเรื่อย “พ่อคิดว่าผมจะยอมง่าย ๆ หรือครับ”

กิตติกรยิ้มมุมปากอย่างเป็นต่อ เมื่อเสียงของลูกชายอ่อนลง “ฉันไม่ได้ขอให้แกยอม...” เขาเอนหลังพิงเบาะอย่างคนที่ถือไพ่เหนือกว่า “แต่ฉันกำลังบอกแกว่า ถ้าแกไม่ยอมทำงานที่ฉันมอบหมาย... ก็อย่าหวังว่าจะได้ใช้ชีวิตสบาย ๆ หรือรับงานข้างนอกได้ราบรื่นเหมือนที่ผ่านมา”

กระทิงหรี่ตามองผู้เป็นพ่อ... เป็นครั้งแรกตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าห้องมาที่เขารู้สึกว่าเกมนี้พ่อเอาจริง และคงไม่ยอมปล่อยเขาไปง่าย ๆ ทว่าเขานึกบางอย่างขึ้นได้ จึงตัดสินใจพูดขึ้น

“งั้นผมมีข้อเสนอให้พ่อหนึ่งอย่าง”

“ว่ามา”

“ถ้าผมยอมทำงานให้พ่อ...”

“ถ้าแกยอมทำงาน ข้อไหนที่ฉันให้แกไม่ได้บ้างล่ะ”

“พ่อพูดแล้วนะ”

“เออ ว่ามาสิ!”

มุมปากยักกระตุกขึ้นเพียงนิด แล้วพูดขึ้น “ผมอยากให้พ่ออนุมัติทุนการศึกษาให้เด็กคนหนึ่ง”

“เด็ก?” กิตติกรคิ้วขมวดสงสัย

“ครับ ฐานะทางบ้านไม่ดีเท่าไหร่ แต่เธอเรียนดีมาก"

“เด็กที่ว่า... ประถมหรือมัธยม?”

“ปีหนึ่งครับ”

“นั่นก็ไม่เด็กแล้วสิ...” กิตติกรจ้องหน้าลูกชายอย่างจับผิด “ร้อยวันพันปีแกไม่เคยสนใจเรื่องทุนเด็กนักศึกษา แล้วเด็กคนนี้เป็นใคร?”

“พ่อจะตกลงไหมครับ” กระทิงเลี่ยงไม่ตอบ แต่จ้องตากลับกดดัน

กิตติกรลังเล ก่อนจะถอนหายใจออกมา “ทุนการศึกษามันต้องมีขั้นตอนการพิจารณา...”

“ในฐานะเจ้าของมหาวิทยาลัย พ่ออนุมัติเองเป็นเคสพิเศษไม่ได้หรือไงครับ"

“ไอ้ลูกคนนี้นี่!”

“ถ้าพ่อไม่ตกลง งั้นเรื่องตึกใหม่ก็จบกันแค่นี้” กระทิงทำท่าจะลุกขึ้น

“เออๆ! ตกลง! แต่แกต้องเอาแบบแปลนไปจัดการให้เสร็จตามกำหนดด้วย!”

กระทิงยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ ก่อนจะหยิบแฟ้มเอกสารบนโต๊ะมาถือไว้ แล้วหมุนตัวเดินออกจากห้องไปทันที ปล่อยให้คนเป็นพ่อนั่งถอนหายใจไล่หลัง

จากที่หวังจะดัดสันดานลูกชายให้รู้จักคำว่าแพ้ กลายเป็นตัวเองต้องจำยอมรับคำว่าแพ้เสียเอง...

ระหว่างทางเดินกลับไปยังรถสปอร์ตคันหรู กระทิงรู้สึกได้ว่ามีสายตาคอยจับจ้องเขาอยู่ตลอดเวลา แต่พอหันไปมองก็ไม่เห็นว่ามีใคร จนกระทั่งเดินมาถึงรถ สายตาดันไปเห็นกระดาษสี่เหลี่ยมแผ่นหนึ่งเสียบไว้ที่ก้านปัดน้ำฝน

ทีแรกกระทิงไม่ได้สนใจ เขากดปลดล็อกประตูจะแทรกตัวเข้าไปในรถ แต่แล้วก็ชะงัก เปลี่ยนใจเดินกลับมาดึงกระดาษแผ่นนั้นออก แล้วไล่สายตาอ่านข้อความคร่าว ๆ ก่อนจะสาดสายตามองไปรอบบริเวณ เขาขยำกระดาษในมือจนกลายเป็นก้อนกลม แล้วโยนลงถังขยะที่เล็งไว้ได้อย่างแม่นยำ จากนั้นจึงแทรกตัวลงนั่งประจำตำแหน่งคนขับ แล้วสตาร์ตรถเคลื่อนออกไปทันที

ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความหวังพังทลายลงในพริบตา เมื่อเห็นเศษกระดาษที่บรรจงเขียนถูกขยำทิ้งลงถังขยะอย่างไม่แยแส ก่อนที่ร่างบางหลังพุ่มไม้หมุนตัว เดินเชิดหน้าหลังตรงเลี่ยงออกไปเงียบๆ...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป